10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฮอกไกโด” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฮอกไกโด” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

ฮอกไกโดเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดและอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น บนเกาะอันกว้างใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวมีเสน่ห์มากมาย เราขอแนะนำ 10 สถานที่ซึ่งท่านไม่ควรพลาดหากมีโอกาสไปเยือน

1. Unkai Terrace (雲海テラス)

Unkai terrace หรือระเบียงทะเลหมอก จุดชมวิวยอดนิยมซึ่งตั้งอยู่ที่โทมามุ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าไปชมความงามทะเลหมอกบนยอดเขาได้ในช่วงฤดูร้อน (ประมาณพฤษภาคมถึงตุลาคม)

 

2. คลองโอตารุ (小樽運河)

ถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองโอตารุ (小樽) อดีตเมืองท่าของฮอกไกโด คลองโอตารุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า โกดังเก็บสินค้าริมคลองในสมัยนั้นปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นร้านค้าและร้านอาหาร มีการประดับไฟอย่างงดงาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินเล่นสบายๆ ในบรรยากาศโรแมนติก

3. ป้อมโกเรียวคะคุ (五稜郭)

ป้อมปราการรูปดาว 5 แฉกในเมืองฮาโกดาเตะ (函館) ใจกลางเป็นสำนักงานปกครองฮาโกดาเตะ สร้างขึ้นโดยตระกูลโตกุงาวะในช่วงยุคสมัยเอโดะ ปี (ค.ศ 1857) เพื่อใช้เป็นปราการป้องกันการรุกรานของต่างชาติที่บีบให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และยังเป็นที่มั่นสุดท้ายของตระกูลโตกุงาวะก่อนจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพจักรพรรดิจนสิ้นสุดการปกครองระบอบโชกุนอีกด้วย ปัจจุบันเปิดเป็นสวนสาธารณะ ภาพนี้ถ่ายจากหอคอยโกเรียวคะคุ (稜郭タワー) ความสูง 107 เมตรซึ่งเป็นจุดชมวิวประจำเมือง

 

4. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ฟาร์มโทมิตะ (ファーム富田)

เมืองฟุราโนะ (富良野) มีชื่อเสียงด้านการปลูกดอกลาเวนเดอร์ โดยจุดชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตาจะอยู่ที่ฟาร์มโทมิตะ โดยจะเริ่มบานในช่วงมิถุนายน และบานเต็มที่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้หากมาเยือนฮอกไกโดในฤดูร้อน

 

5. ทะเลสาบมาชู (摩周湖)

ชื่อทะเลสาบเป็นภาษาไอนุแปลว่า “ทะเลสาบแห่งเทพ” ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ถูกรายล้อมด้วยหน้าผาสูงชันกว่า 200 เมตรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอะกัง นักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้แต่ทางอุทยานได้เตรียมจุดชมวิวไว้ให้ ผิวทะเลสาบมักจะมีหมอกปกคลุมเสมอ มีตำนานเล่าว่าคู่รักที่มาที่นี่ในวันไม่มีหมอกจะคบกันได้ยาวนาน แต่ถ้าเป็นคนโสดก็จะโสดไปอีกนาน! เอาเป็นว่าใครเชื่อเรื่องโชคลางก็เลือกวันดีๆ ละกัน

 

6. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (旭山動物園)

สวนสัตว์ใหญ่ในเมืองอาซาฮิกาวะแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะนอกจากการเลี้ยงสัตว์ให้มีชีวิตแบบใกล้เคียงธรรมชาติที่สุดแล้วยังจัดการเข้าชมได้อย่างเยี่ยมยอด เช่นท่อครอบด้วยแก้วสำหรับโผล่หน้าขึ้นไปชมหมีขาวอย่างใกล้ชิด หรืออุโมงค์ใต้น้ำสำหรับชมเหล่าเพนกวินแหวกว่ายราวกับเราอยู่ในทะเล อีกทั้งในฤดูใบไม้ผลิยังเป็นจุดชมซากุระที่งดงามอีกด้วย

 

7. ทะเลสาบโนโทโระ(能取湖)

ทะเลสาบโนโทโระ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่เชื่อมต่อกับทะเลโอคอตสค์ มีพื้นที่ 580,000 ตารางเมตร ริมทะเลสาบมีพืชพันธุ์และดอกไม้หลากสีที่ขึ้นตามธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วไป ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง(ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนกันยายน) บริเวณชายฝั่งทะเลสาบจะสามารถชมหญ้าอักเคชิโซ(common glasswort) ที่จะพากันเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับพื้นที่บริเวณนั้นถูกปูด้วย “พรมสีแดงผืนใหญ่” หญ้าอักเคชิโซเป็นพืชป่าชายเลนหายากแม้ฮอกไกโดเองก็สามารถเห็นได้ไม่มากนัก ขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบที่มีสภาพอากาศหนาว อย่างเช่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ สำหรับที่ญี่ปุ่น ชื่อหญ้าอักเคชิโซนี้ ตั้งขึ้นมาจากสถานที่ที่ถูกพบครั้งแรกคือที่ทะเลสาบอักเคชิเมืองอักเคชิ จ.ฮอกไกโด นั่นเอง

 

 

8. สระสีฟ้าแห่งเมืองบีเอ (美瑛の青い池)

สระน้ำสีฟ้าที่โด่งดังขนาดเป็นภาพ Wallpaper ของ Mac OS X “Mountain Lion” อยู่ที่เมืองบิเอ ปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายถึงที่มาของสีฟ้าของน้ำได้แน่ชัด แต่สันนิษฐาณว่าเกิดจากแร่ธาตุอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์แบบเดียวกับชั้นบรรยากาศซึ่งถูกตรวจพบในน้ำปริมาณมาก

 

9. สะพานมัตสึมิโอฮาชิ (松見大橋)

สะพานมัตสึมิโอฮาชิซึ่งอยู่ใกล้แนวสันเขามิคุนิ (三国峠) แห่งนี้ถือเป็นถนนที่เราสามารถขับรถชมความงดงามและอุดมสมบูรณ์ของป่าฮอกไกโดได้อย่างดี โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ธรรมชาติฉาบย้อมขุนเขาทั้งลูกให้แดงสดไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้แดงที่ตระการตาที่สุดในฮอกไกโด

 

10. ภูเขาโมอิวะ (藻岩山)

ภูเขาโมอิวะในซัปโปโรนอกจากจะมีชื่อเสียงที่ฐานะสถานที่เล่นสกีแล้วยังมีทิศทัศน์ที่งดงามมาก โดยเฉพาะทิวทัศน์ยามค่ำคืน คุณสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปจุดชมวิวแบบพาโนราม่าความสูง 531 เมตร หรือไม่ก็รับประทานอาหารบนภัตตาคารลอยฟ้าพร้อมกับชื่นชมแสงสียามราตรีได้

ฮอกไดโกมีสถานที่ดีๆ มากมาย การเลือกมา 10 ที่ถือเป็นเรื่องยากมาก และด้วยพื้นที่ที่จำกัดจึงไม่อาจลงรายละเอียดได้ลึกมาก หากผู้อ่านสนใจที่ไหนเป็นพิเศษก็คอมเมนต์มาได้ เราจะหาไปหาข้อมูลแบบเจาะลึกจัดเต็มมาให้ได้อ่านกันในโอกาสหน้า        สล็อตเว็บตรง

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “โออิตะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “โออิตะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดโออิตะ ดินแดนแห่งน้ำพุร้อนและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของทั้งภูเขาและทะเล เป็นจุดศูนย์รวมของที่เที่ยวดัง ๆ ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินอย่างเบปปุและยูฟุอิน เท่านั้นไม่พอยังมีอาหารอร่อย ๆ รอให้เราได้ไปลิ้มลองอีกมากมาย ถ้าพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า ไปเที่ยวโออิตะกันดีกว่า แล้วดูซิว่ามีที่เที่ยวไหนบ้างที่ห้ามพลาด

1. จิโกกุ เมกุริ (บ่อนรกทั้ง 8) (別府地獄めぐり)

จุดท่องเที่ยวหลักที่ไม่ไปไม่ได้เมื่อไปเยือนเมืองเบปปุ ปกติแล้วถ้าไปบ่อน้ำพุก็ต้องไปแช่น้ำร้อนใช่มั้ยคะ แต่ว่า 8 บ่อนรกของที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับให้ไปชมโดยเฉพาะ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ในเขตคันนาวะ (Kannawa) มี 6 บ่อคือ Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku ที่เดินถึงกันได้หมด กับอีก 2 บ่อในเขตชิบาเซกิ (Shibaseki) คือ Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku ซึ่งแต่ละบ่อจะแตกต่างกันไป บางบ่อสีฟ้า บางบ่อสีแดง บางบ่อเป็นโคลน บางบ่อมีน้ำร้อนพุ่งขึ้นมา เป็นต้น ถ้ามีเวลาแนะนำให้ดูให้ครบทั้ง 8 บ่อเลยนะคะ จากตัวเมืองโออิตะมีรถบัสไปถึงทั้ง 2 จุดเลย

2. ยูฟุอิน (由布院)

ยูฟุอิน เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักในชนบทที่ล้อมรอบด้วยภูเขา มีชื่อเสียงในฐานะเมืองออนเซ็นเช่นเดียวกับเบปปุ แต่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเห็นจะเป็นร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊ก คาเฟ่ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เรียงรายตลอดสองข้างฝั่งถนนเส้นน้อยกลางเมือง แค่ได้เดินเล่นชมเมืองแบบชิล ๆ ก็มีความสุขแล้ว

เพื่อน ๆ สามารถเดินทางไปยูฟุอินได้ง่าย ๆ จากทั้งเบปปุและจังหวัดฟุคุโอกะโดยรถไฟ JR เมื่อเดินออกจากสถานีมาจะพบกับถนนสายหลักที่มีภูเขายูฟุอยู่เบื้องหลัง หากเดินตรงไปเรื่อย ๆ จนสุดทางจะพบกับทะเลสาบคินริน ซึ่งเป็นไฮไลท์วิวสวยน่าถ่ายรูปอีกจุดหนึ่งของที่นี่ด้วย

3. ถํ้าใต้นํ้าอินะสุมิ (稲積水中鍾乳洞)

 

ถ้ำใต้น้ำอินะสุมิเป็นถ้ำหินย้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งยังจัดว่าเป็นถ้ำหายากในระดับโลกอีกด้วย ว่ากันว่าถ้ำนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟอะโสะเมื่อราว ๆ 83,000 ปีที่แล้ว ส่งผลให้ถ้ำใต้น้ำเปิดออกและมีรูปร่างที่โดดเด่นอย่างทุกวันนี้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโออิตะที่นักท่องเที่ยวแนวธรรมชาติต้องลองไปดูสักครั้ง

4. สวนดอกไม้คุจู (くじゅう花公園)

สวนดอกไม้คุจูตั้งอยู่ในที่ราบสูงคุจู เต็มไปด้วยไม้ดอกกว่า 500 สายพันธุ์ เช่น ลาเวนเดอร์ พิงค์มอส ทิวลิป ทานตะวัน ฯลฯ ที่ผลัดเปลี่ยนหลุนเวียนกันออกดอกเกือบตลอดทั้งปีบนพื้นที่ 49 เอเคอร์ (ประมาณ 198,296 ตารางเมตร) ยกเว้นในฤดูหนาว ที่สวนแห่งนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารมากมายให้ทุกคนได้เลือกซื้อและหาของอร่อยทานหลังจากชมสวนอีกด้วย

5. หาดคุโรกาฮามะ (黒ヶ浜)

คุโรกาฮะมะ แปลว่า หาดสีดำ ชื่อนี้ได้มาจากชายหาดของที่นี่ที่เต็มไปด้วยหินสีดำ ๆ นั่นเอง หาดนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซากาโนะเซกิ เป็นที่ตั้งของ “บุนโกะ ฟุตามิกาอุระ” หรือหินคู่รักสองก้อนที่เชื่อมกันด้วยเชือกชินโต ในเช้าวันขึ้นปีใหม่หาดนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น และในระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคมของทุกปี พระอาทิตย์จะขึ้นตรงกลางระหว่างหินสองก้อนนี้พอดี ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศพากันเดินทางมาชมวิวที่หาชมได้ยากนี้

6. สะพานแขวนโคโคโนเอะ ยูเมะ (九重夢大吊橋)

ถ้าใครถามว่าสะพานแขวนที่ไหนคืออันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ขอให้ตอบอย่างมั่นใจไปเลยค่ะว่าคือ “สะพานแขวนโคโคโนเอะ ยูเมะ” แห่งนี้นี่เอง สะพานนี้โดดเด่นด้วยความสูง 173 เมตร ยาว 390 เมตร ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 777 เมตร ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยือนกันอย่างล้นหลามในแต่ละปี แต่ที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้ไปที่นี่คือวิวพาโนรามาที่น่าตื่นตา โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนพฤศจิกายน รอบ ๆ สะพานจะกลายเป็นสีเหลืองส้มแดงไปทั่วบริเวณเลยล่ะ

7. น้ำตกฮะระจิริ (原尻の滝)

น้ำตกฮะระจิริได้รับเลือกให้เป็นน้ำตก 1 ใน 100 ของญี่ปุ่น เป็นน้ำตกธรรมชาติที่เกิดจากการไหลของลาวาเมื่อราว 90,000 ปีมาแล้ว ถือเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ด้วยความสูง 20 เมตร กว้าง 120 เมตร ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชียเลยทีเดียว

8. ศาลเจ้าอุสะ (宇佐神宮)

 

ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 เป็นศาลเจ้าสำคัญในฐานะศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าฮาจิมัง (เทพแห่งสงคราม) กว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ตัววิหารหลักของศาลเจ้าจัดเป็นสมบัติของชาติและเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมศาลเจ้าที่เรียกว่า “ฮาจิมัง สุคุริ” นอกจากนี้ในบริเวณศาลเจ้ายังมีสะพานคุเรฮาชิ โรงละครโน และที่เก็บสมบัติของศาลเจ้า เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถูกรายล้อมด้วยป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่โบราณ ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การเดินเล่นสงบ ๆ อีกแห่งหนึ่ง

9. ทาเคกาวาระออนเซ็น (竹瓦温泉)

โรงอาบน้ำสาธารณะของเมืองเบปปุที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1938 เมื่อก้าวเข้าไปข้างในเพื่อน ๆ จะรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโชวะตอนต้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย สำหรับทีเด็ดของที่นี่จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสปาทรายร้อนยอดฮิตที่กลบตัวเรามิดจนเหลือแต่หัว ที่จะช่วยคลายความเมื่อยล้าและยังทำให้ผิวพรรณของเพื่อน ๆ ผุดผ่องแลดูอ่อนเยาว์อีกด้วย

10. โชวะ โนะ มาจิ (昭和の町)

 

โชวะ โนะ มาจิ เป็นย่านการค้าเก่าในสมัยโชวะราวปีค.ศ. 1950 ที่ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้คึกคักอีกครั้งโดยที่ยังคงความเป็นโชวะอย่างเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี เพื่อน ๆ สามารถเดินชมร้านขายของเก่า ถ่ายรูปคู่กับตู้ไปรษณีย์โบราณที่หาได้ยากในปัจจุบัน หรือนั่งรถบัสโบราณฟรีชมเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ รับรองว่าจะได้กลิ่นอายแบบโชวะแบบเต็ม ๆ

โอ้โห…มีแต่ที่เที่ยวน่าไปทั้งนั้นเลย ไปญี่ปุ่นรอบหน้าไม่ไปโออิตะไม่ได้แล้วสิเนี่ย    สล็อตเว็บตรง