จัดอันดับ ขนมช็อกโกแลตจากญี่ปุ่นที่อร่อยที่สุด!

จัดอันดับ ขนมช็อกโกแลตจากญี่ปุ่นที่อร่อยที่สุด!

ขนมช็อกโกแลตแสนหวานน่าหลงใหลที่ทานเมื่อไหร่ก็ไม่เบื่อ ผู้เขียนเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบช็อกโกแลตมาก ๆ เลยค่ะ เรียกว่าช็อกโกแลตเลิฟเวอร์สุด ๆ ที่ญี่ปุ่นเองมีขนมช็อกโกแลตอร่อย ๆ มากมายวางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ เราไปลองดูกันค่ะว่าขนมช็อกโกแลตอะไรที่คนญี่ปุ่นโหวตกันว่าอร่อยที่สุด!

อันดับ 1 Takenoko no Sato

 

อันดับหนึ่งเป็นของ Takenoko no Sato โดยบริษัทเมจิ เป็นขนมขายดีที่ได้รับความนิยมมายาวนานกว่า 40 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 1979 คุกกี้กรอบ ๆ เคลือบด้วยช็อกโกแลตนมกลิ่นโกโก้ที่แสนกลมกล่อม อีกทั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็เพิ่งได้เปิดตัวรสชาติใหม่ คือ “Moroyaka Matcha” ซึ่งใช้นิชิโอะมัทฉะจากจังหวัดไอจิ

อันดับ 2 Kitkat

 

อันดับต่อมาคือ Kitkat โดยบริษัทเนสท์เล่เจแปน ซึ่งทุกคนคงจะคุ้นเคยดีกับประโยคที่ว่า “Have a break, have a KITKAT” (คิดจะพัก คิดถึง Kitkat) Kitkat กำเนิดขึ้นเมื่อปี 1935 ในประเทศอังกฤษ ในชื่อ “Chocolate Crisp” ต่อมาในปี 1937 มีการเพิ่มคำว่า “Kitkat” ในชื่อแบรนด์ และในปี 1949 มีการเปลี่ยนไปใช้เฉพาะคำว่า “Kitkat” วางจำหน่ายในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1973 แต่ขนมเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตนมแสนอร่อยนี้ก็ยังได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากจะเป็นขนมในช่วงพักเบรคแล้ว คนญี่ปุ่นยังนิยมให้เป็นของขวัญสำหรับการสอบเข้าเรียน เนื่องจากสามารถพ้องเสียงกับภาษาญี่ปุ่นว่า “Kitto Katsu” (ชนะแน่นอน)

อันดับ 3 Alfort

 

อันดับที่ 3 คือ Alfort ที่มีรูปเรือใบวาดอยู่บนช็อกโกแลต เป็นขนมบิสกิตที่ทำจากแป้งสาลี มีกลิ่นหอม เคลือบด้วยช็อกโกแลตนมที่แสนจะเข้ากัน นอกจากนี้ยังมีขนม Alfort ประจำท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ น่าซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกมาก ๆ

อันดับที่ 4 – 10 มีดังนี้ค่ะ

อันดับ 4 : Black Thunder

 

อันดับ 5 : Pocky

 

อันดับ 6 : Kinoko no Yama

 

อันดับ 7 (คะแนนเท่ากัน) : Pai no Mi, Country Ma’am

 

 

 

อันดับ 9 : Choco Pai

 

อันดับ 10 : Caplico

 

น่าทานทุกอันเลยจริง ๆ ช็อกเลิฟเวอร์ทั้งหลายต้องไปลองให้ครบแล้วล่ะค่ะ หรือใครที่เคยทานมาครบทุกอันแล้ว มารีวิวให้ฟังกันได้นะคะ ^^        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

“เจงกิสข่าน” เนื้อย่างฮอกไกโดสุดเฮลตี้ สำหรับคนสายกินแต่ไม่อยากอ้วน!

“เจงกิสข่าน” เนื้อย่างฮอกไกโดสุดเฮลตี้ สำหรับคนสายกินแต่ไม่อยากอ้วน!

เพื่อนๆ เคยได้ยิน “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” หรือไม่คะ เจงกิสข่าน คือเนื้อแกะย่างโดยใช้กระทะแบบเดียวกับ “หมูกระทะ” ของคนไทย และเป็นอาหารที่ชาวฮอกไกโดทานกันมาช้านานจนได้รับเลือกให้เป็นมรดกของฮอกไกโด ถ้าเพื่อนๆ เป็นคนนึงที่ชื่นชอบฮอกไกโดละก็อยากให้คุณลองดูสักครั้งค่ะ ที่ไทยก็มีร้านเนื้อย่างจิงกิสข่านให้ลองได้นะคะ อย่างร้าน “Hokkaido Grill Yakiniku & Jingiskang EZOYA” อยู่ติดถนนสุขุมวิทเลยเดินทางไม่ยาก ทางร้านใช้ซอสนำเข้าจากฮอกไกโด ทำให้ได้รสชาติอาหารเหมือนต้นฉบับฮอกไกโดเลยล่ะ นอกจากนี้ร้าน “ORE NO TEPPAN JINGI” ที่ W-Market ใน พระโขนงก็เสิร์ฟเนื้อย่างจิงกิสข่านของฮอกไกโดเช่นกัน ไปลองชิมกันได้

เนื้อแกะดีอย่างไร

เนื้อแกะเป็นเนื้อที่มีแคลอรี่และคอเลสเตอรอลต่ำ จึงว่ากันว่าเป็นเนื้อที่เฮลตี้ทำให้อ้วนยากกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อหมูหรือเนื้อวัวย่างทั่วไป นอกจากนี้เนื้อแกะยังอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย เช่น ธาตุเหล็ก, วิตามิน B1 B2 และ B12 อีกทั้งยังทานคู่กับผักหลายชนิดจึงถือเป็นเมนูเนื้อย่างที่ดีต่อสุขภาพมาก สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ แล้วเกิดอยากทานเนื้อแบบไม่รู้สึกผิดละก็ อยากให้ลองหันมาทานเจงกิสข่านเนื้อย่างฮอกไกโดสุดเฮลตี้ดู    UFABET เว็บตรง

การทานเจงกินข่านของฮอกไกโด


เจงกิสข่านนั้นมีวิธีการทานที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคของฮอกไกโด มีทั้งแบบย่างผักรอบๆ และย่างเนื้อตรงกลางกระทะ กับแบบย่างผักบนกระทะทั้งหมดแล้วย่างเนื้อไปบนผักอีกทีเป็นการนึ่งจากไอน้ำผักไปพร้อมๆ กับการย่าง นอกจากนี้เนื้อเเกะยังมีแบบเนื้อปรุงรส และไม่ปรุงรส เจงกิสข่านที่หาทานได้ในกรุงเทพฯนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อแกะแบบยังไม่ปรุงรส ถ้าหากว่าเพื่อนๆ มีโอกาสไปเที่ยวฮอกไกโดอยากให้ลองทานเจงกิสข่านหลายๆ แบบตามที่บอกไปดูนะคะ

ข้อมูลร้าน Hokkaido Grill Yakiniku & Jingiskang EZOYA


ที่อยู่: 720/19-20 Sukhumvit Rd Between Soi28-30
Facebook Fanpage
แผนที่:

ข้อมูลร้าน ORE NO TEPPAN JINGI

ที่อยู่: W MARKET (W DISTRICT), Sukhumvit Rd, Bangkok, 10110
เวลาทำการ: 17:00~21:00 เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากสถานการณ์โควิด
แผนที่:

ถ้ามาเที่ยวฮอกไกโด มาลองเจงกิสข่านที่เมืองนากานุมะให้ได้นะ!

 

ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด
Hokkaido Government Representative Office – ภาษาไทย

เดทแรกทั้งทีไปร้านไหนดีนะ? พาไปดู 5 ร้านอาหารสุดเก๋ ดีกรีรางวัล First Date Awards 2021

เดทแรกทั้งทีไปร้านไหนดีนะ? พาไปดู 5 ร้านอาหารสุดเก๋ ดีกรีรางวัล First Date Awards 2021

คาดว่าหลายๆ คนคงเคยเห็นพวกการจัดอันดับหรือให้รางวัลร้านอาหารจากการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในวงการอาหารอย่างรางวัลมิชลิน (Michelin) กันมาบ้าง แต่คิดว่าน้อยคนจะเคยได้ยินรางวัลอย่าง “First Date Awards” ซึ่งเป็นการคัดเลือกร้านอาหารในกรุงโตเกียวที่เหมาะกับการไปเดทครั้งแรก

First Date Awards มีความเป็นมาอย่างไร?

รางวัลนี้มีที่มาจากบริษัท Mrk & Co เจ้าของแอปพลิเคชันหาคู่ (Matching Application) ชื่อ “Dine” ซึ่งเปิดให้บริการในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2015

 

โดยแอปพลิเคชันนี้จะให้ผู้ใช้บริการสามารถนัดหมายและเลือกร้านอาหารสำหรับไปนัดพบหรือไปเดทกันได้ จากข้อมูลการจองร้านอาหาร คำติชม และคะแนนโหวตที่ได้จากผู้ใช้บริการนี้ จะมีส่วนในการนำมาพิจารณาว่าร้านใดจะได้รับรางวัล “First Date Awards” ในแต่ละปี ซึ่งทำให้มุมมองของการให้คะแนนประเมินมาจากคนที่ต้องการหาร้านอาหารสำหรับเดทแรกจริงๆ โดยปัจจัยที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญ คือ บรรยากาศ การบริการของพนักงาน และรสชาติอาหาร

เราลองมาดูร้านอาหาร 5 ร้านที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสุดยอดร้านสำหรับเดทแรกประจำปี 2021 กันเลยดีกว่า

ร้าน EBISU Kunsei APARTMENT CAVE (EBISU 燻製 APARTMENT CAVE)

เป็นร้านที่เสิร์ฟสารพัดอาหารรมควันแบบฟูลคอร์ส (full course) การตกแต่งภายในร้านจะเป็นสไตล์เรียบๆ แสงที่ใช้ในร้านสร้างบรรยากาศอบอุ่นและรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ลูกค้าหลายคนให้ความเห็นว่าพนักงานในร้านมีความเป็นกันเองและให้การแนะนำดี ช่วยสร้างบรรกาศให้รู้สึกผ่อนคลายและสามารถสนทนากับอีกฝ่ายได้โดยไม่รู้สึกประหม่า

 

สรุปคะแนน: บรรยากาศ 4.9/5   พนักงาน 4.7/5   รสชาติอาหาร 4.5/5

รายละเอียดร้าน
EBISU Kunsei APARTMENT CAVE
1-30-9 Ebisunishi B1F Passage Daikanyama, Shibuya 150-0021, Tokyo

ร้าน Jidori-ya Tsukada Shibuya (地どり屋つかだ 渋谷)

ร้านอาหารที่เด่นเรื่องเมนูที่ทำจากเนื้อไก่ระดับพรีเมียม ซึ่งได้รับการคัดสรรมาอย่างพิถิพิถันมากเพราะร้านนี้อยู่ในเครือบริษัทที่บริหารทสึคาดะฟาร์ม ฟาร์มไก่ที่ส่งเนื้อและไข่ไก่ให้ร้านอาหารในเครือทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

การตกแต่งภายในร้านจะเน้นสีของเนื้อไม้และสีเทาออกเขียว ทำรู้สึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ลูกค้าหลายคนให้ความเห็นว่าอาหารที่นี่รสชาติดี ราคาสมเหตุสมผล และมีการตกแต่งที่ดูสบายตาและทันสมัยอีกด้วย

 

สรุปคะแนน: บรรยากาศ 4.6/5   พนักงาน 4.7/5   รสชาติอาหาร 4.7/5

รายละเอียดร้าน
Jidori-ya Tsukada Shibuya
2-6-1 Dogenzaka 3F Shibuya Iwasaki Bldg., Shibuya 150-0043, Tokyo

ร้าน Ebisu Komeru (恵比寿 米ル)

ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นที่เด่นเรื่องการคัดเลือกข้าวคุณภาพเยี่ยมมาทำเมนูในร้าน สำหรับเมนูเด็ดของร้านคือ “ข้าวอบหม้อดิน” ภายในร้านตกแต่งให้ได้บรรยาศแบบญีปุ่นดั้งเดิมแต่ก็ให้ความรู้สึกทันสมัย ว่ากันว่าร้านนี้ได้รับความนิยมในหมู่คนดังและคนในวงการบันเทิงอีกด้วย

 

สรุปคะแนน: บรรยากาศ 4.9/5   พนักงาน 4.4/5   รสชาติอาหาร 4.6/5

รายละเอียดร้าน
Ebisu Komeru
1-16-7 Ebisunishi Hagiwara Bldg. 7 B1F, Shibuya 150-0021, Tokyo

ร้าน BLU

ร้านอาหารอิตาเลียนในย่านเอบิสึ (恵比) ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนหนุ่มสาว ด้วยการตกแต่งที่ดูสบายๆ ไม่เป็นทางการมากนัก และการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นส่วนประกอบหลักของร้าน ทำให้บรรยากาศภายในร้านค่อนข้างอบอุ่นและเป็นมิตร

ลูกค้าหลายคนให้ความเห็นว่าอาหารและไวน์ของร้านนี้ราคาสมเหตุสมผลและรสชาติดี แถมบรรยากาศก็เป็นกันเองทำให้สามารถชวนคู่เดทของเราคุยเรื่องต่างๆ ได้อย่างไม่เคอะเขิน

 

สรุปคะแนน: บรรยากาศ 4.6/5   พนักงาน 4.6/5   รสชาติอาหาร 4.4/5

รายละเอียดร้าน
BLU
1-22-8 EBISU FIRST PLACE 2F, Ebisu, Shibuya 150-0013, Tokyo

ร้าน atelier Morimoto XEX (atelier 森本 XEX)

 

ร้านนี้เน้นเสิร์ฟอาหารจำพวกซูชิและเทปันยากิ ว่ากันว่าค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่คนที่มีชื่อเสียงทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ เนื่องจากร้านได้รับการออกแบบโดยคุณโมริโมโตะ มาซารุ (森本 正治) เชฟชื่อดังจากรายการโทรทัศน์ Iron Chef ซึ่งเชฟโมริโมโตะเองก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศทำให้ร้านนี้มีลูกค้าต่างชาติแวะเวียนมาค่อนข้างบ่อย

 

ส่วนพนักงานในร้านก็มีคนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเนื่องจากมีลูกค้าชาวต่างชาติเยอะ ตัวร้านจะถูกแบ่งเป็นสองโซน คือโซนซูชิและเทปันยากิ ทั้งสองโซนจะให้บรรยากาศที่แตกต่างกัน

 

 

สรุปคะแนน: บรรยากาศ 4.9/5   พนักงาน 4.7/5   รสชาติอาหาร 4.6/5

รายละเอียดร้าน
atelier Morimoto XEX
7-21-19 1 Field I.K.N. Roppongi Bldg., Roppongi, Minato 106-0032, Tokyo

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 5 ร้านอาหารรางวัล First Date Awards ของปีนี้ เผื่อว่าผู้อ่านท่านไหนมีโอกาสได้ไปโตเกียวอาจจะลองแวะเวียนไปชิมอาหารที่ร้านเหล่านี้บ้างก็ได้

แม้จะได้รับการโหวตให้เป็นร้านที่เหมาะกับการไปเดท แต่ถ้าเราจะไปคนเดียว ไปกับครอบครัว ไปกับเพื่อน เพื่อไปนั่งสังสรรค์ในร้านบรรยากาศดีๆ บริการเยี่ยม อาหารอร่อยก็คงจะได้อยู่เหมือนกันนะ  สล็อตเว็บตรง

“ลูกฟิก” ผลไม้ที่ดีต่อคุณผู้หญิงและวิธีการนำมารับประทานของคนญี่ปุ่น

“ลูกฟิก” ผลไม้ที่ดีต่อคุณผู้หญิงและวิธีการนำมารับประทานของคนญี่ปุ่น

เข้าสู่เดือนกันยายนมีผลไม้อร่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงหลากหลายชนิด หนึ่งในผลไม้ที่คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะผู้หญิงโปรดปรานมากคือ ลูกฟิก มารู้จักลูกฟิก ประโยชน์ต่อสุขภาพ และวิธีการนำมารับประทานของคนญี่ปุ่นกันนะคะ

รู้จักลูกฟิกและคุณค่าสารอาหารที่โดนใจคุณผู้หญิง

ลูกฟิกหรือมะเดื่อฝรั่ง หรือชื่อญี่ปุ่น อิชิจิคุ (いちじく) เป็นผลไม้ที่คนญี่ปุ่นนำเข้ามาจากจีนและปลูกกันตั้งแต่สมัยเอโดะ ปัจจุบันมีลูกฟิกพันธุ์ที่ออกผลผลิตตอนหน้าร้อนประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และพันธุ์ที่ออกผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นพันธุ์ที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน ลูกฟิกมีคุณค่าสารอาหารมากมายที่ดีต่อสุขภาพของคุณผู้หญิงดังต่อไปนี้คือ

เพคติน (Pectin)

เพคตินเป็นเส้นใยที่ละลายน้ำได้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูดซับไขมันและน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังมื้ออาหาร นอกจากนี้เพคตินยังเป็นอาหารที่ดีของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ส่งผลในการปรับสภาพแวดล้อมในลำไส้ให้ดี นอกจากเพคตินแล้วลูกฟิกยังอุดมไปด้วยเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้มีการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยป้องกันท้องผูก

แอนโทไซยานิน (Anthocyanins)

แอนโทไซยานินเป็นสารโพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและช่วยชะลอความแก่ อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูสายตาและช่วยเสริมให้การทำงานของตับดีขึ้น

ฟิเคน (Ficain) หรือฟิซิน (Ficin)

ฟิเคนเป็นเอนไซม์โปรติเอสที่อยู่ในยางของต้นและผลฟิก เอนไซม์ชนิดนี้จะย่อยสลายโปรตีน ดังนั้นหากรับประทานเป็นของหวานหลังมื้อเนื้อย่างจะช่วยย่อยสลายโปรตีนที่รับประทานเข้าไปได้ดี นอกจากนี้คนญี่ปุ่นยังนำลูกฟิกมาหมักกับเนื้อสัตว์เพื่อช่วยให้เนื้อนุ่มอร่อย อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่มีอาการแพ้อาจจะต้องระวังเวลาปอกลูกฟิกเพื่อรับประทานเพราะยางอาจจะทำให้คันมือและคันปากได้

โพแทสเซียม (Potassium)

ลูกฟิกอุดมไปด้วยโพแทสเซียม (170 มิลลิกรัม/ลูกฟิก 100 กรัม) ซึ่งช่วยขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำและป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้ดี

แคลเซียมและธาตุเหล็ก

ลูกฟิกโดยเฉพาะลูกฟิกแห้งจะอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกเปราะในวัยหมดประจำเดือน และธาตุเหล็กซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เหนื่อยง่ายและเบื่ออาหาร

วิธีการนำลูกฟิกมารับประทาน

รับประทานสด

การรับประทานสดจะทำให้ร่างกายรับคุณค่าสารอาหารในลูกฟิกได้อย่างเต็มที่  โดยสามารถรับประทานทั้งเปลือกหรือปอกเปลือกออกโดยการลอกเปลือกอย่างง่ายดาย ด้วยว่าผิวเปลือกลูกฟิกมีขนเล็กๆ หากจะรับประทานทั้งเปลือกให้ใช้เกลือขัดเบาๆ ที่ผิวเปลือกและล้างออกด้วยน้ำสะอาด จากนั้นจึงใช้มีดหั่นและรับประทานได้ตามชอบ ทั้งนี้หากแช่ตู้เย็นก่อนนำมารับประทานจะยิ่งทำให้ลูกฟิกหวานอร่อยขึ้น

ลูกฟิกแห้ง

ลูกฟิกแห้งเป็นหนึ่งในผลไม้แห้งที่คนญี่ปุ่นนิยม การตากแห้งจะเพิ่มคุณค่าสารอาหารได้แก่ แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และเส้นใยอาหาร โดยสามารถรับประทานเป็นของว่างหรือเป็นอาหารเช้าร่วมกับโยเกิร์ตก็ได้

นำมาแปรรูปโดยการเชื่อมใส่เครื่องเทศ (Compote) หรือแยม

ลูกฟิกเชื่อมใส่เครื่องเทศและแยมเป็นอีกวิธีในการนำลูกฟิกมาแปรรูปแล้วนำมารับประทานกับไอศกรีม โยเกิร์ต หรือนำมาทำขนมอบต่างๆ วิธีการเชื่อมลูกฟิกมีดังนี้

วัตถุดิบ

  • ลูกฟิก 9-10 ผล
  • ไวน์ขาว 1 ถ้วย
  • น้ำตาล 160 กรัม
  • อบเชย 1/2 แท่ง
  • น้ำมะนาวเหลือง 1/2 ลูก

วิธีทำ

 

1. ต้มน้ำจนเดือด แล้วเติมลูกฟิกลงไปต้มประมาณ 1 นาที จากนั้นจึงตักลูกฟิกมาแช่ในอ่างน้ำแข็งที่เตรียมไว้ และนำลูกฟิกมาลอกเปลือกออกได้อย่างง่ายดาย

2. เติมไวน์ขาว น้ำตาล และอบเชยลงไปในหม้อเคลือบสแตนเลส ต้มด้วยไฟแรง จนเมื่อส่วนผสมเดือดและน้ำตาลละลายแล้วจึงเติมน้ำมะนาวลงไป

3. ปิดไฟ เติมลูกฟิกลงไปในน้ำเชื่อมและปิดด้วยผ้าฝ้าย จากนั้นจึงต้มด้วยไฟอ่อนเป็นเวลา 10-15 นาที  ปิดไฟและวางไว้จนเย็น จากนั้นจึงนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิด นำแช่เย็นและนำมารับประทานได้ตามชอบ

นอกจากการนำมารับประทานข้างต้นแล้วคนญี่ปุ่นก็ยังนิยมนำลูกฟิกมารับประทานกับสลัดผักและชีสด้วย

บ้านเราก็หาซื้อลูกฟิกได้ง่าย อย่างไรก็ดี ด้วยมีเส้นใยอาหารในปริมาณที่สูงจึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยหากเป็นลูกฟิกสดในปริมาณวันละไม่เกิน 5 ผล หากเป็นลูกฟิกแห้งในปริมาณวันละไม่เกิน 70  กรัม เพราะการรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปนอกจากจะทำให้ร่างกายรับพลังงานสูงแล้วก็อาจจะทำให้ท้องเสียได้          สล็อตเว็บตรง

สวยไม่สร่างด้วย “ชารอยบอส” ชาในดวงใจของสาวญี่ปุ่นยุคใหม่!

สวยไม่สร่างด้วย “ชารอยบอส” ชาในดวงใจของสาวญี่ปุ่นยุคใหม่!

ในญี่ปุ่นมีชาหลากหลายชนิด ทั้งชนิดที่มีคาเฟอีน และชาสุขภาพไร้คาเฟอีนจากใบไม้รากไม้ เช่น ชาจากรากโกโบ ชาใบบัว ชาใบบิวะ และชาไหมข้าวโพด เป็นต้น แต่นอกจากนี้ชาที่กล่าวมาแล้ว ยังมีชาาสุขภาพไร้คาเฟอีนอีกชนิดหนึ่งจากแอฟริกาใต้ คือชารอยบอส หรือ ชาแดง ซึ่งทุกวันนี้ผู้หญิงญี่ปุ่นนิยมนำมาดื่มในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น มารู้จักชารอยบอสและคุณค่าต่อความงามของคุณผู้หญิงกันค่ะ

รู้จักชารอยบอส

ชารอยบอส (Rooibos Tea, ルイボスティー) ได้จากพืชตระกูลถั่วชื่อ Rooibos ซึ่งมีมากที่ภูเขา Sedalberg ประเทศแอฟริกาใต้ ด้วยว่าชาชนิดนี้เจริญได้ในพื้นที่ที่มีความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนสูงถึง 30 องศาเซลเซียส จึงทำให้ชาชนิดนี้อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ และโพลีฟีนอล อีกทั้งชาชนิดนี้มีรสหวานเล็กน้อย ไม่ขมเหมือนชาเขียวจึงทำให้ดื่มได้ง่ายและให้ความสดชื่น นอกจากนี้ด้วยความที่ไม่มีคาเฟอีนจึงเหมาะสำหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ และคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก

คุณค่าสารอาหารของชารอยบอสที่ดีต่อความงามของคุณผู้หญิง

1. ช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม

ชารอยบอสอุดมไปด้วยเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Superoxide dismutase, SOD) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปสลายออกซิเจนมีพลัง (สารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีความเครียด การรับประทานอาหารที่เติมสารปรุงแต่ง การสูบบุหรี่ รังสียูวี และการติดเชื้อไวรัส เป็นต้น)  จึงช่วยป้องกันไม่ให้สารอนุมูลอิสระไปทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นองค์ปประกอบสำคัญของผิวหนัง การดื่มชารอยบอสเป็นประจำจึงช่วยป้องกันและชะลอการเกิดฝ้า กระ ผิวหนังหย่อนคล้อยและหย่อนยานได้ดี

2. ช่วยลดอาการบวมน้ำของร่างกายและทำให้การขับถ่ายดี

ชาชนิดนี้อุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม ซึ่งช่วยขจัดเกลือส่วนเกินออกจากร่างกาย ส่งผลช่วยลดอาการตัวบวมได้ดี รูติน (Rutin) ที่มีมากในชาจะช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ทำให้การไหลเวียนเลือดดี ซึ่งจะช่วยเสริมให้การขับเกลือออกจากร่างกายดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ แมกนีเซียมที่มีมากในชาจะมีผลในการรวมน้ำไว้ที่ลำไส้ ทำให้อุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้นิ่ม ช่วยให้ขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ดี ส่งผลให้ผอมได้ง่ายขึ้น

3. ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ชารอยบอสอุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งมีผลในการลดความตื่นตัวของระบบประสาทและทำให้มีความเสถียรในการส่งสัญญาณของประสาท ดังนั้นจึงส่งผลให้จิตใจนิ่ง ผ่อนคลาย และนอนหลับได้ง่าย

4. บรรเทาอาการภูมิแพ้

ชาชนิดนี้อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง สารชนิดนี้มีผลในการต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบและไข้ละอองฟางได้หากดื่มติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง

5. ช่วยป้องกันการเกิดผมขาว

ชารอยบอสอุดมไปด้วยสารเควอซิทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงและเสริมการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้มีสารอาหารไปเลี้ยงที่รากผมได้อย่างเพียงพอ จึงช่วยชะลอการเกิดผมขาวได้ดี

ปริมาณการดื่มที่ดีต่อสุขภาพ

แม้จะเป็นชาไร้คาเฟอีนที่ดีต่อสุขภาพของคนทุกวัย แต่การดื่มในปริมาณที่มากไปอาจจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ท้องเสียหรือปวดท้องได้ ปริมาณชาที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้ดื่มเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพคือ วันละ 2 ถ้วย และควรชงด้วยน้ำร้อนเพื่อประสิทธิภาพในการสกัดสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ ออกจากชา

 

วิธีการดูแลความงามที่ยั่งยืนและประหยัด คือการดูแลสุขภาพของเราด้วยวิธีการตามธรรมชาติไปพร้อมกับการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดี ชาเพื่อสุขภาพเป็นเครื่องดื่มที่หาซื้อง่ายและนำมาดื่มได้ง่ายในทุกวัน ปัจจุบันสามารถหาซื้อชาชนิดนี้ได้ง่ายในเมืองไทย หากสนใจก็ลองหามาดื่มดูค่ะ      สล็อตเว็บตรง

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฮอกไกโด” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “ฮอกไกโด” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

ฮอกไกโดเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดและอยู่เหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น บนเกาะอันกว้างใหญ่มีสถานที่ท่องเที่ยวมีเสน่ห์มากมาย เราขอแนะนำ 10 สถานที่ซึ่งท่านไม่ควรพลาดหากมีโอกาสไปเยือน

1. Unkai Terrace (雲海テラス)

Unkai terrace หรือระเบียงทะเลหมอก จุดชมวิวยอดนิยมซึ่งตั้งอยู่ที่โทมามุ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นกระเช้าไปชมความงามทะเลหมอกบนยอดเขาได้ในช่วงฤดูร้อน (ประมาณพฤษภาคมถึงตุลาคม)

 

2. คลองโอตารุ (小樽運河)

ถือเป็นแลนด์มาร์คของเมืองโอตารุ (小樽) อดีตเมืองท่าของฮอกไกโด คลองโอตารุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1923 เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า โกดังเก็บสินค้าริมคลองในสมัยนั้นปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นร้านค้าและร้านอาหาร มีการประดับไฟอย่างงดงาม เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่อยากเดินเล่นสบายๆ ในบรรยากาศโรแมนติก

3. ป้อมโกเรียวคะคุ (五稜郭)

ป้อมปราการรูปดาว 5 แฉกในเมืองฮาโกดาเตะ (函館) ใจกลางเป็นสำนักงานปกครองฮาโกดาเตะ สร้างขึ้นโดยตระกูลโตกุงาวะในช่วงยุคสมัยเอโดะ ปี (ค.ศ 1857) เพื่อใช้เป็นปราการป้องกันการรุกรานของต่างชาติที่บีบให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และยังเป็นที่มั่นสุดท้ายของตระกูลโตกุงาวะก่อนจะพ่ายแพ้ต่อกองทัพจักรพรรดิจนสิ้นสุดการปกครองระบอบโชกุนอีกด้วย ปัจจุบันเปิดเป็นสวนสาธารณะ ภาพนี้ถ่ายจากหอคอยโกเรียวคะคุ (稜郭タワー) ความสูง 107 เมตรซึ่งเป็นจุดชมวิวประจำเมือง

 

4. ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่ฟาร์มโทมิตะ (ファーム富田)

เมืองฟุราโนะ (富良野) มีชื่อเสียงด้านการปลูกดอกลาเวนเดอร์ โดยจุดชมทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่กว้างสุดลูกหูลูกตาจะอยู่ที่ฟาร์มโทมิตะ โดยจะเริ่มบานในช่วงมิถุนายน และบานเต็มที่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พลาดไม่ได้หากมาเยือนฮอกไกโดในฤดูร้อน

 

5. ทะเลสาบมาชู (摩周湖)

ชื่อทะเลสาบเป็นภาษาไอนุแปลว่า “ทะเลสาบแห่งเทพ” ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น ถูกรายล้อมด้วยหน้าผาสูงชันกว่า 200 เมตรในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอะกัง นักท่องเที่ยวไม่สามารถลงเล่นน้ำได้แต่ทางอุทยานได้เตรียมจุดชมวิวไว้ให้ ผิวทะเลสาบมักจะมีหมอกปกคลุมเสมอ มีตำนานเล่าว่าคู่รักที่มาที่นี่ในวันไม่มีหมอกจะคบกันได้ยาวนาน แต่ถ้าเป็นคนโสดก็จะโสดไปอีกนาน! เอาเป็นว่าใครเชื่อเรื่องโชคลางก็เลือกวันดีๆ ละกัน

 

6. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (旭山動物園)

สวนสัตว์ใหญ่ในเมืองอาซาฮิกาวะแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสวนสัตว์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะนอกจากการเลี้ยงสัตว์ให้มีชีวิตแบบใกล้เคียงธรรมชาติที่สุดแล้วยังจัดการเข้าชมได้อย่างเยี่ยมยอด เช่นท่อครอบด้วยแก้วสำหรับโผล่หน้าขึ้นไปชมหมีขาวอย่างใกล้ชิด หรืออุโมงค์ใต้น้ำสำหรับชมเหล่าเพนกวินแหวกว่ายราวกับเราอยู่ในทะเล อีกทั้งในฤดูใบไม้ผลิยังเป็นจุดชมซากุระที่งดงามอีกด้วย

 

7. ทะเลสาบโนโทโระ(能取湖)

ทะเลสาบโนโทโระ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่เชื่อมต่อกับทะเลโอคอตสค์ มีพื้นที่ 580,000 ตารางเมตร ริมทะเลสาบมีพืชพันธุ์และดอกไม้หลากสีที่ขึ้นตามธรรมชาติกระจายอยู่ทั่วไป ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง(ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนกันยายน) บริเวณชายฝั่งทะเลสาบจะสามารถชมหญ้าอักเคชิโซ(common glasswort) ที่จะพากันเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับพื้นที่บริเวณนั้นถูกปูด้วย “พรมสีแดงผืนใหญ่” หญ้าอักเคชิโซเป็นพืชป่าชายเลนหายากแม้ฮอกไกโดเองก็สามารถเห็นได้ไม่มากนัก ขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบที่มีสภาพอากาศหนาว อย่างเช่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ สำหรับที่ญี่ปุ่น ชื่อหญ้าอักเคชิโซนี้ ตั้งขึ้นมาจากสถานที่ที่ถูกพบครั้งแรกคือที่ทะเลสาบอักเคชิเมืองอักเคชิ จ.ฮอกไกโด นั่นเอง

 

 

8. สระสีฟ้าแห่งเมืองบีเอ (美瑛の青い池)

สระน้ำสีฟ้าที่โด่งดังขนาดเป็นภาพ Wallpaper ของ Mac OS X “Mountain Lion” อยู่ที่เมืองบิเอ ปัจจุบันยังไม่สามารถอธิบายถึงที่มาของสีฟ้าของน้ำได้แน่ชัด แต่สันนิษฐาณว่าเกิดจากแร่ธาตุอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์แบบเดียวกับชั้นบรรยากาศซึ่งถูกตรวจพบในน้ำปริมาณมาก

 

9. สะพานมัตสึมิโอฮาชิ (松見大橋)

สะพานมัตสึมิโอฮาชิซึ่งอยู่ใกล้แนวสันเขามิคุนิ (三国峠) แห่งนี้ถือเป็นถนนที่เราสามารถขับรถชมความงดงามและอุดมสมบูรณ์ของป่าฮอกไกโดได้อย่างดี โดยเฉพาะช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ธรรมชาติฉาบย้อมขุนเขาทั้งลูกให้แดงสดไปด้วยใบไม้เปลี่ยนสี ถือเป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้แดงที่ตระการตาที่สุดในฮอกไกโด

 

10. ภูเขาโมอิวะ (藻岩山)

ภูเขาโมอิวะในซัปโปโรนอกจากจะมีชื่อเสียงที่ฐานะสถานที่เล่นสกีแล้วยังมีทิศทัศน์ที่งดงามมาก โดยเฉพาะทิวทัศน์ยามค่ำคืน คุณสามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปจุดชมวิวแบบพาโนราม่าความสูง 531 เมตร หรือไม่ก็รับประทานอาหารบนภัตตาคารลอยฟ้าพร้อมกับชื่นชมแสงสียามราตรีได้

ฮอกไดโกมีสถานที่ดีๆ มากมาย การเลือกมา 10 ที่ถือเป็นเรื่องยากมาก และด้วยพื้นที่ที่จำกัดจึงไม่อาจลงรายละเอียดได้ลึกมาก หากผู้อ่านสนใจที่ไหนเป็นพิเศษก็คอมเมนต์มาได้ เราจะหาไปหาข้อมูลแบบเจาะลึกจัดเต็มมาให้ได้อ่านกันในโอกาสหน้า        สล็อตเว็บตรง

10 อันดับภาพที่มียอดไลค์มากที่สุดในเดือนตุลาคมจากอินสตาแกรม @retrip_nippon (ตอนที่ 2)

10 อันดับภาพที่มียอดไลค์มากที่สุดในเดือนตุลาคมจากอินสตาแกรม @retrip_nippon (ตอนที่ 2)

จากครั้งที่แล้วที่ได้นำเสนอบทความ “10 อันดับภาพที่มียอดไลค์มากที่สุดในเดือนตุลาคมจากอินสตาแกรม @retrip_nippon (ตอนที่ 1)” วันนี้เรามาดูอีก 5 ภาพกันนะคะ ว่าจะสวยขนาดไหน

อันดับ 6 Asobuild

 

อันดับ 6 คือภาพ “Asobuild” ในเมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานางาวะ ซึ่งมีการจัดนิทรรศการ OCEAN BY NAKED ในระหว่างวันที่ 11 ตุลาคมถึง 27 มกราคม 2020 ทุกคนสามารถเพลิดเพลินกับโลกใต้ทะเลอันน่าอัศจรรย์ในนิทรรศการ Digital Art ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำ ๆ ทันสมัยในการฉายภาพ เป็นกิจกรรมที่สามารถเพลิดเพลินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว

อันดับ 7 วัดริวอนจิ

 

อันดับ 7 คือภาพ “วัดริวอนจิ” ในเมืองนันตัง จังหวัดเกียวโต ขับรถ 10 นาที จากสถานีรถไฟ JR Sonobe สาย Sagano เป็นสถานที่อันซีนที่สามารถชมใบไม้แดงแสนสวย โดยจะสวยที่สุดในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยใบไม้แดงราวกับปูพรม ลองเปลี่ยนจากที่เที่ยวฮิต ๆ มาเที่ยวในสถานที่ลับ ๆ ที่แสนสวยอย่างวัดริวอนจิดูสิคะ

อันดับ 8 ซากปราสาทโอกะ

 

อันดับ 8 คือภาพ “ซากปราสาทโอกะ” ในเมืองโออิตะ จังหวัดโออิตะ ปราสาทโอกะถูกสร้างขึ้นบนหน้าผาสูงชันและมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ทุกคนสามารถไปเพลิดเพลินกับทิวทัศน์อันงดงามของฤดูใบไม้ร่วง และจะมีการจัดอิเวนต์ Taketa Taketourou Chikuraku ในวันที่ 15 ถึง 17 พฤศจิกายนนี้ด้วยค่ะ เป็นการจัดแสดงไฟในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่สวยงามสุด ๆ

อันดับ 9 หุบเขาคาราซาว่า

 

 

อันดับ 9 คือภาพ “หุบเขาคาราซาว่า” ในเมืองมัตสึโมโต้ จังหวัดนากาโนะ เป็นสถานที่ยอดนิยมในการชมใบไม้แดง ช่วงที่พีคที่สุดคือปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม จะมีผู้คนไปกางเต๊นท์พักผ่อนใต้ท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาว ถึงแม้จะใช้เวลาเดินเท้าจากคามิโคจิถึง 6 ชั่วโมง แต่เมื่อไปถึงแล้ว รับรองว่าจะได้พบกับทัศนียภาพที่สวยงามจนหายเหนื่อยเลยก็ว่าได้

อันดับ 10 วัดโคเมียวจิ

 

อันดับ 10 คือภาพ “วัดโคเมียวจิ” ในเมืองนากาโอกะเคียว จังหวัดเกียวโต เป็นอีกวัดยอดนิยมในการชมใบไม้แดง ทั้งในบริเวณวัดและทางเดินหิน มองไปทางไหนก็จะมีแต่ใบไม้แดงร่วงอยู่เต็มไปหมด ยิ่งอยู่ในวัดก็ยิ่งได้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นสุด ๆ ช่วงที่สวยที่สุดคือกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ถ้าได้มาเดตกับคนรักคงจะโรแมนติกเหมือนกันนะคะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ แต่ละภาพแต่ละที่ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย ด้วยความที่ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของใบไม้แดง ชาวญี่ปุ่นเขาก็จะอินกับรูปภาพใบไม้แดงเป็นพิเศษ แต่อย่าว่าแต่คนญี่ปุ่นเลย คนไทยอย่างเรา ๆ ก็ชอบเหมือนกันใช่มั้ยล่ะคะ แถมยังเป็นช่วงที่คนไทยไปเที่ยวเยอะมาก ๆ ด้วย อย่าลืมลองไปตามรอยในสถานที่จากอินสตาแกรมที่เราแนะนำไปด้วยนะคะ รับรองว่าได้รูปกลับมาเยอะแน่นอน! ^^        สล็อตเว็บตรง

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “โออิตะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

10 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวใน “โออิตะ” ที่ไม่ไปไม่ได้!!!

จังหวัดโออิตะ ดินแดนแห่งน้ำพุร้อนและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของทั้งภูเขาและทะเล เป็นจุดศูนย์รวมของที่เที่ยวดัง ๆ ที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินอย่างเบปปุและยูฟุอิน เท่านั้นไม่พอยังมีอาหารอร่อย ๆ รอให้เราได้ไปลิ้มลองอีกมากมาย ถ้าพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า ไปเที่ยวโออิตะกันดีกว่า แล้วดูซิว่ามีที่เที่ยวไหนบ้างที่ห้ามพลาด

1. จิโกกุ เมกุริ (บ่อนรกทั้ง 8) (別府地獄めぐり)

จุดท่องเที่ยวหลักที่ไม่ไปไม่ได้เมื่อไปเยือนเมืองเบปปุ ปกติแล้วถ้าไปบ่อน้ำพุก็ต้องไปแช่น้ำร้อนใช่มั้ยคะ แต่ว่า 8 บ่อนรกของที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับให้ไปชมโดยเฉพาะ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอยู่ในเขตคันนาวะ (Kannawa) มี 6 บ่อคือ Umi Jigoku, Oniishibozu Jigoku, Shiraike Jigoku, Kamado Jigoku, Oniyama Jigoku, Yama Jigoku ที่เดินถึงกันได้หมด กับอีก 2 บ่อในเขตชิบาเซกิ (Shibaseki) คือ Chinoike Jigoku, Tatsumaki Jigoku ซึ่งแต่ละบ่อจะแตกต่างกันไป บางบ่อสีฟ้า บางบ่อสีแดง บางบ่อเป็นโคลน บางบ่อมีน้ำร้อนพุ่งขึ้นมา เป็นต้น ถ้ามีเวลาแนะนำให้ดูให้ครบทั้ง 8 บ่อเลยนะคะ จากตัวเมืองโออิตะมีรถบัสไปถึงทั้ง 2 จุดเลย

2. ยูฟุอิน (由布院)

ยูฟุอิน เป็นเมืองเล็ก ๆ น่ารักในชนบทที่ล้อมรอบด้วยภูเขา มีชื่อเสียงในฐานะเมืองออนเซ็นเช่นเดียวกับเบปปุ แต่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเห็นจะเป็นร้านขายของกระจุ๊กกระจิ๊ก คาเฟ่ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เรียงรายตลอดสองข้างฝั่งถนนเส้นน้อยกลางเมือง แค่ได้เดินเล่นชมเมืองแบบชิล ๆ ก็มีความสุขแล้ว

เพื่อน ๆ สามารถเดินทางไปยูฟุอินได้ง่าย ๆ จากทั้งเบปปุและจังหวัดฟุคุโอกะโดยรถไฟ JR เมื่อเดินออกจากสถานีมาจะพบกับถนนสายหลักที่มีภูเขายูฟุอยู่เบื้องหลัง หากเดินตรงไปเรื่อย ๆ จนสุดทางจะพบกับทะเลสาบคินริน ซึ่งเป็นไฮไลท์วิวสวยน่าถ่ายรูปอีกจุดหนึ่งของที่นี่ด้วย

3. ถํ้าใต้นํ้าอินะสุมิ (稲積水中鍾乳洞)

 

ถ้ำใต้น้ำอินะสุมิเป็นถ้ำหินย้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งยังจัดว่าเป็นถ้ำหายากในระดับโลกอีกด้วย ว่ากันว่าถ้ำนี้เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟอะโสะเมื่อราว ๆ 83,000 ปีที่แล้ว ส่งผลให้ถ้ำใต้น้ำเปิดออกและมีรูปร่างที่โดดเด่นอย่างทุกวันนี้ ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโออิตะที่นักท่องเที่ยวแนวธรรมชาติต้องลองไปดูสักครั้ง

4. สวนดอกไม้คุจู (くじゅう花公園)

สวนดอกไม้คุจูตั้งอยู่ในที่ราบสูงคุจู เต็มไปด้วยไม้ดอกกว่า 500 สายพันธุ์ เช่น ลาเวนเดอร์ พิงค์มอส ทิวลิป ทานตะวัน ฯลฯ ที่ผลัดเปลี่ยนหลุนเวียนกันออกดอกเกือบตลอดทั้งปีบนพื้นที่ 49 เอเคอร์ (ประมาณ 198,296 ตารางเมตร) ยกเว้นในฤดูหนาว ที่สวนแห่งนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึกและร้านอาหารมากมายให้ทุกคนได้เลือกซื้อและหาของอร่อยทานหลังจากชมสวนอีกด้วย

5. หาดคุโรกาฮามะ (黒ヶ浜)

คุโรกาฮะมะ แปลว่า หาดสีดำ ชื่อนี้ได้มาจากชายหาดของที่นี่ที่เต็มไปด้วยหินสีดำ ๆ นั่นเอง หาดนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซากาโนะเซกิ เป็นที่ตั้งของ “บุนโกะ ฟุตามิกาอุระ” หรือหินคู่รักสองก้อนที่เชื่อมกันด้วยเชือกชินโต ในเช้าวันขึ้นปีใหม่หาดนี้จะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น และในระหว่างเดือนมีนาคมถึงตุลาคมของทุกปี พระอาทิตย์จะขึ้นตรงกลางระหว่างหินสองก้อนนี้พอดี ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศพากันเดินทางมาชมวิวที่หาชมได้ยากนี้

6. สะพานแขวนโคโคโนเอะ ยูเมะ (九重夢大吊橋)

ถ้าใครถามว่าสะพานแขวนที่ไหนคืออันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ขอให้ตอบอย่างมั่นใจไปเลยค่ะว่าคือ “สะพานแขวนโคโคโนเอะ ยูเมะ” แห่งนี้นี่เอง สะพานนี้โดดเด่นด้วยความสูง 173 เมตร ยาว 390 เมตร ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 777 เมตร ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยือนกันอย่างล้นหลามในแต่ละปี แต่ที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้ไปที่นี่คือวิวพาโนรามาที่น่าตื่นตา โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนพฤศจิกายน รอบ ๆ สะพานจะกลายเป็นสีเหลืองส้มแดงไปทั่วบริเวณเลยล่ะ

7. น้ำตกฮะระจิริ (原尻の滝)

น้ำตกฮะระจิริได้รับเลือกให้เป็นน้ำตก 1 ใน 100 ของญี่ปุ่น เป็นน้ำตกธรรมชาติที่เกิดจากการไหลของลาวาเมื่อราว 90,000 ปีมาแล้ว ถือเป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ด้วยความสูง 20 เมตร กว้าง 120 เมตร ทำให้ได้ชื่อว่าเป็นน้ำตกไนแองการ่าแห่งเอเชียเลยทีเดียว

8. ศาลเจ้าอุสะ (宇佐神宮)

 

ศาลเจ้าเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 เป็นศาลเจ้าสำคัญในฐานะศาลเจ้าหลักของศาลเจ้าฮาจิมัง (เทพแห่งสงคราม) กว่า 40,000 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ตัววิหารหลักของศาลเจ้าจัดเป็นสมบัติของชาติและเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมศาลเจ้าที่เรียกว่า “ฮาจิมัง สุคุริ” นอกจากนี้ในบริเวณศาลเจ้ายังมีสะพานคุเรฮาชิ โรงละครโน และที่เก็บสมบัติของศาลเจ้า เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถูกรายล้อมด้วยป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่โบราณ ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะแก่การเดินเล่นสงบ ๆ อีกแห่งหนึ่ง

9. ทาเคกาวาระออนเซ็น (竹瓦温泉)

โรงอาบน้ำสาธารณะของเมืองเบปปุที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1938 เมื่อก้าวเข้าไปข้างในเพื่อน ๆ จะรู้สึกราวกับหลุดเข้าไปอยู่ในยุคโชวะตอนต้นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย สำหรับทีเด็ดของที่นี่จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสปาทรายร้อนยอดฮิตที่กลบตัวเรามิดจนเหลือแต่หัว ที่จะช่วยคลายความเมื่อยล้าและยังทำให้ผิวพรรณของเพื่อน ๆ ผุดผ่องแลดูอ่อนเยาว์อีกด้วย

10. โชวะ โนะ มาจิ (昭和の町)

 

โชวะ โนะ มาจิ เป็นย่านการค้าเก่าในสมัยโชวะราวปีค.ศ. 1950 ที่ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้คึกคักอีกครั้งโดยที่ยังคงความเป็นโชวะอย่างเดิมเอาไว้เป็นอย่างดี เพื่อน ๆ สามารถเดินชมร้านขายของเก่า ถ่ายรูปคู่กับตู้ไปรษณีย์โบราณที่หาได้ยากในปัจจุบัน หรือนั่งรถบัสโบราณฟรีชมเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้ รับรองว่าจะได้กลิ่นอายแบบโชวะแบบเต็ม ๆ

โอ้โห…มีแต่ที่เที่ยวน่าไปทั้งนั้นเลย ไปญี่ปุ่นรอบหน้าไม่ไปโออิตะไม่ได้แล้วสิเนี่ย    สล็อตเว็บตรง

พาไปชมวิวทะเลสวย ๆ จากสถานีรถไฟสายท้องถิ่นตั้งแต่เหนือจรดใต้

พาไปชมวิวทะเลสวย ๆ จากสถานีรถไฟสายท้องถิ่นตั้งแต่เหนือจรดใต้

ในประเทศญี่ปุ่นมีสถานีรถไฟมากถึง 9,500 กว่าสถานี ครอบคลุมตั้งแต่รถไฟความเร็วสูงหรือชินคันเซน ไปจนถึงสายรถไฟเล็ก ๆ ในท้องถิ่น ซึ่งในบรรดาสถานีรถไฟทั้งหมดนี้ มีสถานีรถไฟหลายแห่ง ที่มีชื่อในด้านทัศนยภาพที่สวยงาม ควรค่าแก่การไปเยือนอย่างยิ่ง ในวันนี้ ANNGLE จะไปคุณผู้อ่านไปชมวิวทิวทัศน์ของทะเล จากสถานีรถไฟสายท้องถิ่นจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น ขอบอกว่าคัดมาเฉพาะที่ ๆ พิเศษเพื่อคุณผู้อ่านเลยนะคะ

1. สถานีคิตาฮามะ (北浜駅) / ฮอกไกโด

 

สถานีคิตาฮามะ ตั้งอยู่ทางเหนือของจังหวัดฮอกไกโด ของ JR สายหลัก ฮอกไกโด เซนามิ ตัวสถานีมีขนาดเล็ก ทำจากไม้ทั้งหลัง เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “สถานีที่ใกล้กับทะเลโอคอตสค์” มากที่สุด ทะเลโอคอตสค์ เป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ระหว่างฮอกไกโดเเละรัสเซีย นอกจากนี้ สถานีคิตาฮามะยังเป็นสถานที่หนึ่งเดียวในญี่ปุ่นที่ในฤดูหนาวสามารถมองเห็นน้ำแข็งลอยจากหน้าต่างรถไฟได้

2. สถานีโทโดโรกิ (轟木駅) / อาโอโมริ

 

สถานีโทโดโรกิอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางเหนือสุดของเกาะฮอนชู มีรถไฟสาย JR โกโน วิ่งเพียง 5 ขบวนต่อวัน ในวันที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยมีคลื่นลมแรง คลื่นสามารถซัดเข้ามาถึงตัวชานชาลาและสถานีได้ สถานีแห่งนี้เป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง เนื่องจากภาพความสวยงามของสถานีแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในโปสเตอร์ตั๋วเซชุน 18 คิปปุ (Seishun 18 Ticket) ของบริษัท JR (Japan Railways)

3. สถานีอุมิชิบาอุระ (海芝浦駅) / คานากาว่า

 

สถานีอุมิชิบาอุระ เป็นสถานีบนสาย JR ตะวันออกสึรุมิ จังหวัดคานากาว่า ค่อนข้างเดินทางไปได้โดยง่าย เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากโตเกียว สถานีแห่งนี้นอกจากจะอยู่ติดทะเล ยังสามารถมองเห็นพื้นที่โรงงานหลายแห่ง และสะพานโยโกฮาม่าเบย์อีกด้วย แนะนำให้ไปช่วงพระอาทิตย์ตกดิน เพราะจะได้เห็นทั้งทิวทัศน์ของทะเล สะพาน และโรงงานพร้อมกัน เป็นภาพที่สวยงาม ควรค่าแก่การไปเยือนอย่างยิ่งค่ะ

4. สถานีคามาคุระ โคโกมาเอะ (鎌倉高校前) / คานากาว่า

 

สถานีคามาคุระ โคโกมาเอะ ของรถไฟฟ้าสายเอโนะชิมะ เป็นอีกหนึ่งสถานีรถไฟติดทะเลที่มีชื่อเสียงอย่าง มากโดยเฉพาะวิวทะเลและบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เป็นสถานที่ยอดนิยมที่มักปรากฏอยู่ใน อนิเมะ ละคร ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ฯลฯ เช่น Slam Dunk, Our Little Sister, Enoshima Prism นอกจากนี้ สถานีคามาคุระ โคโกมาเอะยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “100 สถานีที่ดีที่สุดในภูมิภาคคันโต” ทำให้ได้รับความนิยมและมีนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นจำนวนมาก

5. สถานีโอมิกาวะ (青海川駅) / นีงาตะ

 

สถานีโอมิกาวะ เป็นที่รู้จักในชื่อ “สถานีรถไฟที่ใกล้ทะเลที่สุด” ตั้งอยู่ที่จังหวัดนีงาตะ ถูกล้อมรอบด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ฝั่งชานชาลาของสถานี สามารถมองเห็นวิวทะเลเป็นบริเวณกว้างและสัมผัสความแรงของคลื่นอย่างใกล้ชิด อีกฝั่งขอภูเขาและป่า เรียกได้ว่าตลอดการเดินทางสามารถสัมผัสและชมทิวทัศน์ของธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในฤดูหนาว สถานีแห่งนี้เป็นจุดยอดนิยมของการถ่ายภาพทะเลญี่ปุ่นในฤดูหนาวเลยก็ว่าได้ ในทุก ๆ ปีจะมีทั้งช่างภาพและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมาเยือนเป็นจำนวนมาก

6. สถานีไบชินจิ (梅津寺駅) / เอฮิเมะ

 

 

สถานีไบชินจิ เป็นสถานีเล็ก ๆ ของรถไฟสายทาคาฮามะ ในจังหวัดเอฮิเมะ สถานีแห่งนี้ถูกใช้เป็นฉากของตอนสุดท้ายของละครดังเรื่อง Tokyo Love Story นักท่องเที่ยวจากทั่วญี่ปุ่นที่มาเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของละครเรื่องนี้ นอกจากนี้สถานีไบฮามะยังเป็นอีกหนึ่งในสถานีที่สามารถชมความงามของวิวทะเลได้ เหมาะแก่การมาเพื่อซึมซับบรรยากาศ เยียวยาความเหนื่อยล้า หรือถ่ายรูปแชร์ลงโซเชี่ยลมีเดียก็เหมาะสุด ๆ เพราะสีฟ้าจากน้ำทะเลตัดกับสีส้มของรถไฟเป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง แถมโดดเด่นสะดุดตามาก ๆ ค่ะ

7. สถานีชิโมนาดะ (下灘駅) / เอฮิเมะ

 

สถานีชิโมนาดะของรถไฟสายโยซัน เป็นสถานีติดริมทะเลที่มีทิวทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของจังหวัดเอฮิเมะและญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ สถานีแห่งนี้ได้รับความนิยม เนื่องจากถูกนำไปใช้ในโปสเตอร์ตั๋วเซชุน 18 คิปปุ (Seishun 18 Ticket) ของบริษัท JR (Japan Railways) นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร รวมถึงโฆษณามากมาย ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเพื่อมาตามรอย

8. สถานีโอมิซากิ (大三東駅) / นางาซากิ

 

สถานีโอมิซากิตั้งอยู่ที่จังหวัดนางาซากิ เป็นสถานีเล็ก ๆ ที่ไม่มีนายสถานี ชานชาลาเป็นแบบเปิด ไม่มีหลังคาและรั้วกั้น มีเพียงป้ายสถานีและม้านั่งเท่านั้น สถานีติดกับทะเลอาริอาเกะอันกว้างใหญ่ ในช่วงที่น้ำขึ้นสูง น้ำทะเลเข้ามาใกล้ชานชาลา และในช่วงน้ำลงจะได้เห็นลวดลายของทรายที่สวยงาม นอกจากนี้วิวพระอาทิตย์ขึ้นที่นี่สวยงามมากทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับวิวทะเลสวย ๆ จากสถานีรถไฟสายท้องถิ่นของญี่ปุ่นที่เราได้นำมาแนะนำ ทิวทัศน์ของทะเลจากสถานีแต่แห่งมีความงดงาม น่าตามไปชมให้เห็นกับตาเลยใช่ไหมล่ะคะ ใครที่เที่ยวในเมืองจนเบื่อแล้ว หากมีโอกาสลองไปสัมผัสบรรยากาศสถานีรถไฟนอกเมือง หรือตามต่างจังหวัดดู รับรองว่าจะต้องประทับใจอย่างแน่นอนค่ะ      สล็อตเว็บตรง

อินาวะชิโระ ที่เดียว เที่ยวได้ครบทั้ง 4 ฤดู

อินาวะชิโระ ที่เดียว เที่ยวได้ครบทั้ง 4 ฤดู

หากคุณเบื่อการท่องเที่ยวในตัวเมืองอันแสนวุ่นวายของประเทศญี่ปุ่น อยากหลีกหนีมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ชมทิวทัศน์สวย ๆ ราวกับหลุดเข้าไปในภาพถ่าย กับสถานที่เที่ยว Unseen ที่คุณยังไม่เคยรู้จักมาก่อน พร้อมทำกิจกรรมทางธรรมชาติมากมาย อาทิ เล่นสกี, แช่ออนเซ็น, ชมอนุสาวรีย์ธรรมชาติ ฯลฯ รับรองได้เลยว่าคุณจะไม่มีทางเบื่อแน่นอน! เพราะสถานที่เที่ยวแห่งนี้สามารถมาเที่ยวได้ครบทั้ง 4 ฤดูเลยทีเดียว ถ้าอยากรู้ว่าเป็นที่ไหนกันแล้ว ตามไปดูกันเลยค่ะ!

อินาวะชิโระ สถานที่เดียว มาเที่ยวได้ครบทั้ง 4 ฤดู

สถานที่เที่ยวที่เราอยากจะแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักกันในครั้งนี้ก็คือ “อินาวะชิโระ” (Inawashiro; 猪苗代) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณเกือบกึ่งกลางของจังหวัดฟุกุชิมะ ทางทิศเหนือของเมืองอินาวะชิโระติดกับจังหวัดยามากะตะ และเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟ บันไดซัง (Bandaisan; 磐梯山) ทางทิศใต้เป็นที่ตั้งของทะเลสาบอินาวะชิโระ ทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางจังหวัดฟุกุชิมะเลยทีเดียว สภาพภูมิอากาศในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและใบไม้ผลิจะอยู่ราว 11-13 องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนจะอยู่ที่ 20-22 องศาเซลเซียส และฤดูหนาวจะอยู่ที่ 0.5 ถึง -2.4 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าเป็นสถานที่เที่ยวที่ถูกใจนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราแน่นอน เพราะไม่ว่าคุณจะมาเที่ยวในฤดูหนาวก็มีหิมะขาว ๆ ให้ได้ชม หรือจะมาเที่ยวในฤดูร้อน ก็ยังถือว่าเป็นอุณหภูมิที่เย็นสบายเมื่อเทียบกับฤดูร้อนในบ้านเรา

จากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ ทำให้เมืองอินาวะชิโระเพรียบพร้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น กิจกรรมกีฬาทั้งบนบกและในทะเลสาบอินาวะชิโระ, การตกปลา, ปีนเขา, ชมทิวทัศน์ทางธรรมชาติ, กิจกรรมลานสกี ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ตีนเขาทางทิศใต้ของภูเขาไฟบันไดซัง ไปจนถึงการแช่ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจจากความเหนื่อยล้า

ไฮไลท์ประจำเมืองอินาวะชิโระ

“เมืองแห่งดอกไม้ ต้นไม้ และนก” คือไฮไลท์ในการท่องเที่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอินาวะชิโระ โดยทั้งหมดล้วนมาจากธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะปลีกตัวออกจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่ หรือสถานที่เที่ยวแบบเดิม ๆ ในญี่ปุ่น เราขอแนะนำทั้ง 3 ไฮไลท์ โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ ดังนี้

เมืองแห่งดอกไม้

ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอินาวะชิโระ คือ “:ซางิโซ” (Sagisou; サギソウ) หรือ กล้วยไม้นกกระยางขาว ภาษาดอกไม้ หมายถึง “ความบริสุทธิ์” และ “ฉันจะคิดถึงคุณแม้ในความฝัน” เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในสถานที่ที่มีแดดส่องถึงทั้งบนพื้นที่ราบและพื้นที่เปียกชื้น พบเห็นได้บ่อยตามทุ่งนาหรือตีนเขาบันไดซังในเมืองอินาวะชิโระ และจะบานเต็มที่ในเดือนสิงหาคม ลำต้นมีความสูงราว 20-40 เซนติเมตร ใน 1 ต้นจะมีดอกไม้บานราว 1-5 ดอก ดอกไม้มีสีขาว บานออกเป็น 3 แฉก มีลักษณะคล้ายนกกระยางขาวกำลังสยายปีก ดูงดงามและสง่างามในเวลาเดียวกัน

เมืองแห่งต้นไม้

ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอินาวะชิโระ คือ “นานาคามาโดะ” (Nanakamado; ナナカマド) ชื่อภาษาอังกฤษคือ Sorbus commixta หรือ Japanese Rowan ภาษาดอกไม้ หมายถึง “การระมัดระวังเอาใจใส่” และ “ความรอบคอบ” เป็นต้นไม้ผลัดใบที่มีความสูงราว 7-10 เมตร ออกดอกไม้สีขาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร รวมกันเป็นพุ่มดอกไม้ขนาดใหญ่ราว 15-20 เซนติเมตรในช่วงต้นฤดูร้อนเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จากนั้นจะออกผลไม้สีแดงขนาดเล็กราว 6 มิลลิเมตรในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และจะเริ่มผลัดใบเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง สามารถพบเห็นต้นนานาคามาโดะที่เกิดตามธรรมชาติจำนวนมากได้ที่บริเวณภูเขาอาคาฮานิยามะ (Akahaniyama; 赤植山) โดยในปัจจุบันมีการปลูกต้นนานาคามาโดะตามริมถนนและสวนต้นไม้ทั่วไปมากขึ้นด้วย

เมืองแห่งนก

หงส์เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทางธรรมชาติและเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ประจำเมืองอินาวะชิโระ ในทุก ๆ ปีจะมีหงส์จำนวนกว่า 3,000 ตัวบินข้ามน้ำข้ามทะเลจากต่างประเทศมาที่เมืองอินาวะชิโระ โดยจะสามารถชมฝูงหงส์จากธรรมชาติได้ที่บริเวณทะเลสาบอินาวะชิโระตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนเมษายนเลยทีเดียว อีกทั้งคุณยังสามารถชมการให้อาหารฝูงหงส์ได้อย่างใกล้ชิดจากบริการล่องเรือชมวิวที่ทะเลสาบอินาวะชิโระได้อีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยวในอินาวะชิโระ

นอกจากไฮไลท์ประจำเมืองอินาวะชิโระที่เป็นส่วนหนึ่งในการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจอีกมากมายที่เราอยากให้คุณได้รู้จักและลองไปสัมผัสบรรยากาศจริงด้วยตัวเอง โดยจะขอยกตัวอย่างสถานที่เที่ยวตามฤดูกาลพอสังเขป ดังนี้

ชมดอกซากุระที่แม่น้ำคันนอนจิ

แม่น้ำคันนอนจิ (観音寺川) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ชมดอกซากุระบานที่ได้รับความนิยมในหมู่คนญี่ปุ่นอย่างมาก โดยจะมีต้นซากุระเรียงรายตามริมแม่น้ำคันนอนจิเป็นระยะทางยาวราว 1 กิโลเมตร ภาพของดอกซากุระสีชมพูบานเต็มต้น คั่นกลางด้วยธารน้ำใสบริสุทธิ์ ตัดกับสีเขียวสดชื่นภูเขาและพื้นหญ้า อาจช่วยเยี่ยวยาจิตใจของคุณจากความเหนื่อยล้า และเป็นสถานที่ที่น่าเก็บภาพสวย ๆ เอาไว้

ทุ่งดอกนิกโก-คิสุเงะ

ดอกนิกโก-คิสุเงะ (Nikko-kisuge; ニッコウキスゲ) หรือในชื่อภาษาอังกฤษคือ Day lilies เป็นดอกไม้สีเหลืองที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติในช่วงฤดูร้อนประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม เกิดตามบริเวณแอ่งน้ำบนซากปล่องภูเขาไฟโองุนินุมะ (Oguni-numa; 雄国沼) อยู่ทางทิศตะวันตกของภูเขาไฟเนโกมาดาเกะ และอยู่ห่างจากภูเขาไฟบันไดซังออกไปราว 6 กิโลเมตร

ออนเซ็นนากาโนซาวะ และออนเซ็นนุมาจิริ

บ่อออนเซ็นจากธรรมชาติทั้ง 2 แห่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตีนเขาอาดาทาระ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 750 เมตร และ 880 เมตร โดยชาวญี่ปุ่นรู้จักชื่อเสียงของบ่อออนเซ็นนากาโนซาวะ (Nakanosawa Onsen; 中ノ沢温泉) กันเป็นอย่างดี ว่ามีส่วนช่วยในการรักษาและบรรเทาอาการของโรคจากกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนบ่อออนเซ็นนุมาจิริ (Numajiri Onsen; 沼尻温泉) นอกจากจะช่วยรักษาอาการของโรคจากกระเพาะอาหารและลำไส้เช่นเดียวกันแล้ว ยังมีส่วนช่วยรักษาโรคไขข้อ อาการปวดประสาท และโรคผิวหนังได้ นอกจากนี้ บริเวณใกล้ ๆ กับบ่อออนเซ็นนุมาจิริยังเปิดให้บริการลานสกีในช่วงฤดูหนาวอีกด้วย

ลานสกีอินาวะชิโระ

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นสกี ต้องไม่พลาดกับลานสกีอินาวะชิโระ (Inawashiro Ski Resort; 猪苗代スキー場) ลานสกีขนาดใหญ่ใกล้ภูเขาบันไดซัง เปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งจะมีคอร์สเล่นสกีและเนินหิมะหลายรูปแบบไว้รองรับสำหรับนักเล่นสกีมือใหม่ไปจนถึงผู้ที่ชำนาญการเล่นสกีแล้ว โดยมีเนินหิมะที่สามารถชมวิวของทะเลสาบอินาวะชิโระที่อยู่ด้านล่างได้อีกด้วย

นอกจากนี้ บริเวณรอบ ๆ ลานสกียังมีบริการที่พักชั่วคราวทั้งแบบโรงแรมและแบบเกสต์เฮาส์ให้คุณได้เลือก พร้อมกิจกรรมให้คุณได้ผ่อนคลายมากมาย เช่น การแช่ออนเซ็น หรือการดื่มเหล้าชิล ๆ ที่ส่งตรงจากเมืองไอสุ (Aisu; 会津) แหล่งผลิตเหล้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฟุกุชิมะ

เป็นอย่างไรบ้างกับ “อินาวะชิโระ ที่เดียว เที่ยวได้ครบทั้ง 4 ฤดู” ที่เราได้แนะนำให้รู้จักกัน หวังว่าจะถูกใจเพื่อน ๆ ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และเพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาสถานที่เที่ยว Unseen และอยากจะฉีกแนวการเที่ยวญี่ปุ่นในเขตเมืองแบบเดิม ๆ เพราะเราเชื่อว่า ธรรมชาติจะช่วยเยี่ยวยาร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้าจากชีวิตการทำงานประจำวันได้ไม่มากก็น้อย    สล็อตเว็บตรง

inawashiro model course banner